การแข่งขัน…มาตรการด้านภาษีของ BOI

คาดกันว่าเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAECแล้ว จะมีการเพิ่มขึ้นของการเข้ามาลงทุนในอาเซียนจากกลุ่มประเทศนอกอาเซียน หรือมีการโยกย้ายซัพพลายเชนของกลุ่มธุรกิจต่างประเทศที่ดําเนินกิจการในเอเชียอยู่แล้ว เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ที่จะได้จากAECโดยเหตุที่ว่าการจัดเก็บภาษีใน กลุ่มภาษีเงินได้ยังคงเป็นไปตามกฎหมายภายใน ของแต่ละประเทศสมาชิก แต่ละประเทศในอาเซียนมีแนวโน้มที่จะนํามาตรการทางด้านภาษีมาเป็นตัวจูงใจนักลงทุนต่างประเทศเพื่อให้เข้ามาลงทุนในประเทศของตน

ดังนั้น การเข้าสู่AECนอกจากจะทําให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นส่งเสริมให้ภูมิภาคนี้มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ มีอํานาจต่อรองกับประเทศคู่ค้าในย่านเศรษฐกิจอื่นมากขึ้นแล้วยังทําให้เกิดการแข่งขันกันเองระหว่างประเทศสมาชิก

ในปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทั้งหมดมีการให้การส่งเสริมโดยให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นทั้งหมด หรือลดอัตราภาษีสําหรับมีการให้การส่งเสริมโดยให้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นทั้งหมด หรือลดอัตราภาษีสําหรับนักลงทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศของตน หากเทียบเคียงกับของประเทศไทยก็คือการให้การส่งเสริมการลงทุนโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

ดังนั้น ตั้งแต่ปีหน้าบีโอไอจะบังคับใช้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี (2558-2564) โดยเน้นการให้สิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการกล่าวคือกําหนดสิทธิประโยชน์ตามลําดับความสําคัญของประเภทกิจการเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เรื่องหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการ (Merit-base Incentive) กล่าวคือ การให้วงเงินและระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมตามสัดส่วนเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายต่อยอดขายเพื่อจูงใจให้มีการเพิ่มการลงทุนหรือใช้จ่ายในกิจการที่เป็นประโยชน์มากขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่มีการส่งเสริมและแข่งขันกันมากก็คือการส่งเสริมให้จัดตั้งสํานักงานปฏิบัติการภูมิภาค(ROH) สํานักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) และการค้าระหว่างประเทศ (ITC) โดยมีการให้สิทธิประโยชน์ทั้งด้านภาษีและที่ไม่ใช่ภาษีซึ่งทั้งสิงคโปร์เวียดนามมาเลเซียรวมทั้งไทยมีการส่งเสริมในเรื่องนี้

ทั้งนี้สิงคโปร์มักจะถูกกล่าวถึงในฐานะทางเลือกลําดับต้นๆสําหรับการจัดตั้ง ROH หรือ IHQ รวมถึง ITC (ในสิงคโปร์เรียกว่า Global Trading Program) เนื่องจากมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่า อีกทั้งยังมีเงื่อนไขข้อจํากัดต่างๆ ที่ไม่มากเท่าประเทศอื่น นอกจากนี้สิงคโปร์ยังให้สิทธิประโยชน์กรณีจัดตั้งศูนย์บริหารทางการเงิน (TC) เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มเติมไทยเองก็ตระหนักในเรื่องนี้

ปัจจุบันไทยมี ROH กับศูนย์กลางการจัดหาสินค้าเพื่อการผลิตระหว่างประเทศ (IPC) อยู่แล้วแต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่นิยมเท่าที่ควร บีโอไอจึงได้มีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมให้มีการจัดตั้ง IHQ กับ ITC ทั้งนี้กิจกรรม5 “มุ่งมั่นพัฒนา ครบวงจรการค้า เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทย” ที่ให้การส่งเสริมใน IHQ จะมีมากกว่า ROH เดิมสาระที่สําคัญจะมีการเพิ่มคือเรื่องกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มเดียวกัน และกิจกรรมศูนย์บริหารการเงิน โดยกรมสรรพากรจะมีการออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไขในต้นปี 2558 ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะเพิ่มมากขึ้น เช่น เดิมทีในการค้าระหว่างประเทศไม่ได้รับสิทธิภาษีพิเศษ ก็จะได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตรา 10% ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างไรก็ดียังต้องติดตามความชัดเจนของเรื่องดังกล่าวต่อไป

ในความเป็นจริงแล้วประเทศไทยถือว่าได้เปรียบกว่าประเทศอื่นในอาเซียน ถ้าเทียบกันในเรื่องของค่าใช้จ่าย เช่น ค่าแรงค่าเช่า และค่าครองชีพ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดีสิทธิประโยชน์ทางภาษียังคงเป็นปัจจัยสําคัญหนึ่งที่นักลงทุนต่างประเทศต่างคาดหวัง

โดย :  เบญจมาศ  กุลกัตติมาส  กรรมการบริหารเคพีเอ็มจีประเทศไทย

อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/953#ixzz4Dtezy5H9